1. ระบบอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์
• ตัวอย่างที่สำคัญคือ โครงการอุโมงค์ระบายน้ำ ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อระบายน้ำจากพื้นที่น้ำท่วมสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ระบบนี้ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำปริมาณมาก

2. ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Management)
• ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบปริมาณน้ำ ฝน และระดับน้ำในแม่น้ำลำคลองแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยในการคาดการณ์และเตรียมรับมือกับอุทกภัย เทคโนโลยีนี้สามารถเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการบริหารจัดการเขื่อนเพื่อควบคุมการปล่อยน้ำ

3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น
• เช่น การสร้างพื้นที่รับน้ำชั่วคราว (Flood Retention Basin) หรือ แก้มลิง ซึ่งเป็นพื้นที่เก็บน้ำในช่วงที่มีน้ำท่วมสูง โดยน้ำจะถูกกักเก็บในแก้มลิงแล้วค่อย ๆ ปล่อยลงแม่น้ำเมื่อน้ำลดลง เพื่อช่วยบรรเทาความรุนแรงของอุทกภัย

4. การพัฒนาพื้นที่สีเขียวและสวนชุ่มน้ำ
• การสร้าง สวนชุ่มน้ำ (Wetland Parks) เป็นพื้นที่สีเขียวที่ช่วยดูดซับน้ำฝนและชะลอน้ำไหลลงสู่ระบบระบายน้ำหลัก วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมในเมืองและเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ

5. บ้านและอาคารยกสูง
• การออกแบบบ้านและอาคารให้ยกสูงจากพื้นดินเป็นอีกวิธีหนึ่งในการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัย เช่นในภาคใต้หรือภาคกลางของไทย

6. การใช้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ
• การสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่สามารถควบคุมการไหลของน้ำและจัดการกับน้ำในช่วงฤดูฝน เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มากเกินไปถูกเก็บไว้ในเขื่อนและปล่อยน้ำลงมาในช่วงที่ปลอดภัย

7. การออกแบบเมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อน้ำท่วม
• การออกแบบและวางผังเมืองที่มีการจัดการระบบระบายน้ำที่ดี รวมถึงการสร้างระบบคลองระบายน้ำในเมืองเพื่อรับน้ำในช่วงที่เกิดอุทกภัย ลดการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ที่เป็นเขตชุมชนหนาแน่น

8. ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System)
• การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ทันสมัย โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและสถานีตรวจวัดน้ำเพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบถึงสถานการณ์น้ำล่วงหน้า ทำให้สามารถเตรียมตัวและรับมือได้อย่างทันท่วงที
